Yo-i Sung View my profile

[LSk fic] Memory of Dark Prince... END

posted on 08 Apr 2012 20:55 by bezuyo in FICTION directory Fiction, Cartoon
 
 
Title: Memory of Dark Prince
Author: Yoi-Sung 
Pairing: ลอเรน x เกรเซียส x แลนซ์ (หา?)
Rating: PG ใสๆ ~ 
Warning: มันดราม่า....มันแถ...มันตามใจคนเขียน...ที่สำคัญ...มันวาย

อ้างอิงเนื้อหาในเล่ม 6 ค่อนข้างเยอะนะคะ
 
 
 “แล้วมาใหม่นะจ๊ะ ~”


ข้าเดินออกมาจากร้านขนมโดยในมือมีถุงขนมปังอีกสองสามห่อ เดี๋ยวช่วงบ่ายข้าก็ต้องเข้าสัมภาษณ์สมัครเป็นว่าที่เทพอัศวินครีอุสแล้ว  ความตื่นเต้นที่ระงับไม่อยู่ก็ทำให้ท้องว่างได้ไม่ยากเหมือนกัน
 
 
ข้าเดินไปเรื่อยๆเพื่อรอเวลาพร้อมกับหยิบขนมปังในถุงขึ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ มองดูบรรยากาศไปตลาดไปพลางๆ อย่างน้อยมันก็ทำให้ข้าผ่อนคลายลงได้เล็กน้อย จนกระทั่งเดินมาจนเกือบถึงเขตวิหารเทพแสงสว่างนั่นล่ะ...


“ฮ่าๆๆ เจ้าไก่อ่อน! อยากสะเออะมาช่วยหมอนี่ทำไม!”


เสียงหัวเราะที่ฟังแล้วน่าถีบยิ่งนักดังไปทั่วบริเวณนั้น พร้อมกับภาพของคนกลุ่มหนึ่งกำลังรุมกระทืบคนอย่างสนุกสนาน ในตอนแรกข้าไม่ใส่ใจนักเพราะการทะเลาะวิวาทไม่ใช่เรื่องแปลกในเมือง แต่เมื่อข้าเห็นคนที่พยายามดิ้นอยู่กลางวงข้าก็เริ่มลังเล


นั่นมันเด็กคนที่เจอเมื่อกี้นี่นา!


เขาล้มลงอยู่ตรงกลางวงล้อม สภาพสะบักสะบอมมอมแมมไปหมด แต่ดวงตาสีฟ้านั่นกลับจ้องมองพวกนักเลงเหล่านั้นอย่างเคียดแค้น พอออกหมัดออกไปหวังจะสวนคืนก็กลับโดนต่อยกลับมาจนหน้าหงายอีกรอบ เจ้าบ้านี่! ขนาดต่อยคนยังต่อยไม่โดนเลย!


ในที่สุดข้าก็ทนไม่ไหวกับการต่อสู้อันน่าอนาถของเขา ข้ายัดถุงขนมลงกระเป๋ากางเกงก่อนจะเดินเข้าไปสะกิดที่ไหล่ของเจ้าคนที่คาดว่าจะเป็นหัวโจก หมอนั่นหันมาหมายจะด่าที่ข้าไปขัดการกระทืบคนอันหฤหรรษ์ของเขา ทว่า....


ผัวะ!!


“เฮ้ย!! เจ้ากล้าต่อยข้างั้นเรอะ?!” 


เอาล่ะ ข้าคิดถูกที่หมอนี่เป็นหัวโจกจริงๆ เพราะทันทีที่หมอนี่ด่าข้าคนที่เหลือก็ละความสนใจจากเด็กชายผมทองคนนั้นมาที่ข้าแทนทันที เขาทำหน้าเหวออย่างน่าขัน แต่แน่นอนว่าสถานการณ์แบบนี้ข้าไม่ได้หัวเราะออกมา


“ช่างหัวเจ้านั่นเถอะ! กระทืบหมอนี่ซะ!!”


สิ้นเสียงสั่ง เด็กสามคนก็รี่เข้ามาหมายจะโจมตีข้าทันที แต่มีหรือที่หมัดกระจอกๆเหล่านี้จะทำอะไรข้าได้ ข้ารับการโจมตีเหล่านั้นอย่างง่ายดาย ก่อนจะสวนเข้าไปคนละหมัดสองหมัด จนสามคนนั้นล้มหน้าหงายไปกับพื้น


เจ้าเด็กหัวโจกอ้าปากค้างอย่างตกใจ ชั่ววินาทีต่อมาดวงตาของเขาก็ฉายแววเกรี้ยวกราดออกมาเหวี่ยงหมัดใส่หน้าข้าโดยไม่ยั้ง ข้าถอยหลบทำเอาเขาเสียหลักหน้าทิ่มแต่ก็ไม่วายดึงคอเสื้อข้าให้ล้มกลิ้งไปด้วยกันกับเขา


“เฮ้ย!!” ดูเหมือนเด็กผมทองคนนั้นจะเพิ่งได้สติ เขารีบตาลีตาเหลือกลุกขึ้นมาหมายจะช่วยข้าที่ล้มกลิ้งอยู่ แต่เขากลับโดนไอ้เจ้าหัวโจกที่ทับข้าอยู่ถีบกระเด็นออกไปอีกรอบ ก่อนซัดเข้าที่หน้าข้าอย่างไม่ทันตั้งตัว


ให้ตาย! ข้าเริ่มโมโหแล้ว!!


ในที่สุดข้าก็ระงับความหงุดหงิดไม่ไหว พลิกตัวขึ้นคร่อมอยู่เหนือเจ้าเด็กเหลือขอนั่นก่อนจะรัวหมัดเข้าไปไม่ยั้งทันที


ผัวะ! ตุบ! ตับ!


“นี่ๆๆๆ! เดี๋ยวเขาก็ตายหรอก หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงห้ามดังขึ้นพร้อมกับการยื้อยุดไม่ให้ข้าซัดร่างที่สะบักสะบอมอยู่ด้านล่างอีก ข้าหันไปมองก็พบว่าเขาคือเด็กผมทองนั่นเอง

 
“พวกเจ้าน่ะ! อย่าขยับ!”


เสียงฝีเท้าวิ่งตึกตักดังขึ้นที่ด้านหลังของพวกเรา เมื่อหันไปดูก็พบว่าพวกเขาคือหน่วยลาดตระเวนของเทพอัศวิน พวกเขาชี้มาที่พวกเราอย่างเกรี้ยวกราดและนั่นก็ทำให้เด็กผมทองหน้าซีดเป็นไก่ต้ม


“หนีเร็วเข้า!”

 
เด็กผมทองฉุดแขนให้ข้าลุกขึ้นแล้วออกวิ่งอย่างรวดเร็วทันที น่าแปลกที่เขาวิ่งได้เร็วกว่าข้าเสียอีกทั้งๆที่หมอนี่ยังหลบหมัดได้ไม่พ้นเลย และแล้วข้าก็ต้องอ้าปากค้างอีกรอบเมื่อเขาเสกสายฟ้าดังตู้มอยู่ด้านหลังกั้นระหว่างพวกเราและเหล่าเทพอัศวินเอาไว้

 
หมอนี่เป็นนักเวทงั้นหรอ?!


ถึงข้าจะสงสัยแค่ไหนแต่ข้าก็ไม่ได้ถามออกไป ข้ายังถูกเขาลากลัดเลาะไปตามหมู่คน ตามตรอกซอกซอย จนกระทั่งหลุดออกมายังลานโล่งๆที่ไหนซักแห่ง เมื่อเห็นว่าสลัดเหล่าเทพอัศวินหลุดแล้วเราก็นั่งหอบลงกับพื้นอย่างกับเพิ่งวิ่งมาราธอนมา สักพักข้าก็หันไปมองเด็กชายผมทองและพบว่าเขาก็กำลังมองข้าเช่นกัน


“.......................................”


เรานั่งจ้องตากันอยู่อย่างนั้น ทว่าผ่านไปสักสองสามนาทีมุมปากเราทั้งคู่ก็กระตุกขึ้น ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมา


   “หึๆๆ.....อุ๊บ! ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”


   เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของพวกเราดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณนั้น แปลกจริง ข้ารู้สึกว่าตัวเองไม่เคยหัวเราะได้อย่างเป็นธรรมชาติได้มากเท่านี้มาก่อนเลย


   หลังจากขำกันเสียจนท้องคัดท้องแข็ง เด็กชายผมทองก็ยื่นมือมาให้ข้า พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง


   “ข้าเกรเซียส แล้วเจ้าล่ะ” 


   “ลอเรน” ข้าตอบสั้นๆพร้อมยื่นมือไปจับมือของเขาแน่น ทำไมมือเด็กผู้ชายถึงได้นิ่มได้ขนาดนี้นะ?


   ข้าลุกขึ้นยืนก่อนปัดฝุ่นตามเนื้อตัว เกรเซียสก็ทำแบบเดียวกัน แถมยังร่ายเวทรักษาแผลอีกด้วย ข้ามองเขาอย่างงุนงงและดูเหมือนเกรเซียสจะเข้าใจความงุนงงของข้า


   ข้าพูดกับเขาอย่างเหม่อลอย “ข้าจำได้ว่าเจ้าสมัครสอบตำแหน่งเทพอัศวินครีอุสนี่ หรือว่าข้าจำผิด?”


   “เจ้าจะคิดว่าข้าสมัครเป็นนักบวชล่ะสิ” เกรเซียสลอบถอนหายใจ “ข้าอยากเป็นเทพอัศวินครีอุสจริงๆนะ! ข้าไม่ได้อยากเป็นนักบวชเสียหน่อย ถึง...ถึงข้าจะใช้ดาบไม่ได้เรื่องก็เถอะ แต่ข้ามีลำแสงแห่งเทพที่แข็งแกร่งมากนะ!”


   ถึงจะอย่างงั้นก็เถอะ...การเป็นเทพอัศวินแต่ใช้ดาบไม่เป็นนี่มันประหลาดไปหน่อยไหม?


   ข้าคิดแบบนี้แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป อย่างน้อยการมีจิตใจที่มุ่งมั่นก็เป็นสิ่งที่ดีล่ะนะ...ข้าล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบขนมปังที่บัดนี้แบนแต๊ดแต๋จนไส้ปลิ้นออกมานอกขนมปัง ในใจคิดอยู่หลายตลบว่าจะทิ้งดีหรือไม่

   “นั่นขนมปังบลูเบอรี่หรือเปล่า?” ทันทีที่เกรเซียสเห็นซากขนมปังนั่นเขาก็ร้องถามทันทีพร้อมทำท่าเหมือนรังเกียจ ให้ตาย...ข้าเห็นนะว่าดวงตาของเจ้ามันวาววับขนาดไหนตอนมองไส้ปลิ้นๆของมันน่ะ


   “เจ้าอยากกินหรอ?” ข้าถามเขา มือก็ยื่นขนมปังให้แต่เกรเซียสกลับย่นจมูก ทำไมข้ารู้สึกว่ายิ่งได้คุยแล้วหมอนี่ห่างไกลคำว่าผู้ชายไปไกลจังเลยนะ


   “ใครจะไปกินของเหลือเล่า!”


   ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่ตานี่ไม่ละไปจากขนมปังเลย ข้าอมยิ้มก่อนเดินไปที่ถังขยะ ตั้งใจจะโยนมันทิ้ง แต่ทำได้แค่ยกมือเท่านั้นล่ะ ขนมปังในมือก็ถูกฉวยไปเสียก่อน


   “คิดอีกที มันก็ไม่ได้เละขนาดกินไม่ได้” เกรเซียสพูดโดยไม่มองหน้าข้า ก่อนงับขนมปังเข้าปากอย่างมีความสุข ทำเอาข้าเผลอยิ้มตาม...

ด้วยเหตุนี้ข้าจึงได้เพื่อนใหม่มาอีกคน...ถ้าพูดให้ถูกก็เป็นเพื่อนคนแรกมากกว่า...


   หลังจากตอนนั้นข้ากับเกรเซียสก็ไปไหนมาไหนด้วยกัน การสัมภาษณ์เทพอัศวินครีอุสผ่านพ้นไปด้วยดีสำหรับข้า ทว่า...ไม่ใช่กับเกรเซียส

  
   เพราะเทพอัศวินครีอุสคนปัจุบันลืมสัมภาษณ์เขา!


   เกรเซียส...ดูท่าทางแล้วเจ้าจะไม่ได้ฝีมือดาบห่วยแตกอย่างเดียว แต่เจ้าดันพ่วงความซวยด้วยนี่สิ...


   ถึงเขาจะดูผิดหวังในตอนแรกก็เถอะ แต่พอผ่านไปซักพักเขาก็หายผิดหวังกลับไปก่อเรื่องได้เหมือนเดิม ใช่...พวกเจ้าฟังไม่ผิดหรอก เขาไปก่อเรื่องอีกแล้ว เหตุผลเดิมก็เพราะเขาไปหาเรื่องกับเด็กอันธพาลพวกนั้นนั่นล่ะ...


   “ลอเรน!! เจ้าช่วยจัดการพวกนั้นทีสิ!”


   นี่คือประโยคที่ข้าได้ยินเป็นครั้งที่สิบ...และไม่รู้เป็นอะไรข้าก็มักบ้าจี้ตามที่เขาพูดทุกครั้ง

 
   และแล้วตอนนี้ก็เป็นครั้งที่สิบที่ข้าและเขามานั่งที่ริมน้ำพุ บนใบหน้ามีลูกมะนาวคนละลูก....เอ่อ ความจริงแล้วของเกรเซียสอาจเป็นลูกมะกรูดก็ได้


   “พรุ่งนี้ก็ประกาศผลแล้วนี่นา...” เกรเซียสเอ่ยขึ้นมาเบาๆทำลายความเงียบ พร้อมกับใช้เวทรักษาตัวเองและข้าเหมือนทุกครั้ง


   “ข้าไม่เห็นเจ้าจะสนใจเท่าไหร่เลย” ข้าพูดและนั่นก็ทำให้เกรเซียสหัวเราะคิกคัก 


   “เจ้าคิดว่าข้าจะได้หรือไง เจ้าน่ะมีโอกาสได้มากกว่าข้าเสียอีก”

 
   ข้ามองเขาที่กำลังโยนเวทรักษาใส่หน้าข้า ก่อนชักมือกลับเท้าคางอย่างเบื่อหน่าย ไม่รู้ว่าทำไมข้าถึงไม่สามารถละสายตาจากใบหน้าของเขาได้เลย


   “จ้องข้าทำไมนักน่ะ?” เกรเซียสถามทำเอาข้าสะดุ้ง เขาเอียงคอมองข้าด้วยแววตาสงสัยอย่างน่ารัก...เอ๊ะ? ข้าไปเป็นอะไรไปแล้ว เขาเป็นผู้ชายนะทำไมข้าต้องบอกว่าเขาน่ารักล่ะ?!


   ข้ากระแอมเบาๆแก้เก้อ รู้สึกหน้ามันร้อนแปลกๆ แต่ข้าก็แสร้งยิ้มกลบเกลื่อนก่อนพูดเบาๆ “ถ้าหาก...ข้าได้เป็นเทพอัศวินครีอุสจริงๆ เกรเซียส เจ้าน่าจะไปเป็นนักบวชนะ จะได้ช่วยข้ารักษาบาดแผลได้”


   เกรเซียสนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมา “นั่นสินะ ข้าจะลองกลับไปคิดดูละกัน”
   

---------------------------------------------------------------------------------------


   และก็เหมือนทุกครั้ง...ข้าก็มาซื้อขนมปังบลูเบอรี่ตามที่เกรเซียสขอตามเคย...ข้าชักสงสัยแล้วสิว่าเขากินของหวานเยอะขนาดนั้นแต่ทำไมตัวถึงยังบอบบางแบบนั้นได้อยู่


   ระหว่างทางที่ข้าเดินกลับไปหาเกรเซียส ข้าก็ต้องชะงักระหว่างทางเมื่อถูกใครบางคนขวางทางข้าอยู่


   เธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่น่าจะอายุน้อยกว่าข้าไม่กี่ปี(ตอนนี้ลอเรนกับเกรเซียสอายุ 12 นะจ๊ะ) ผมสีทองเป็นลอนฟูฟ่อง ดูผ่านๆเธอก็ไม่ได้แปลกประหลาดอะไรหรอก สิ่งที่แปลกก็คือหากดูดีๆแล้ว...ผิวของเธอเป็นสีชมพู!


   “เฮ้!”


   ข้าร้องออกมาเมื่อข้อมือถูกฉุดโดยเด็กหญิงคนนั้น ทั้งที่ตัวเล็กกว่าข้าเยอะแท้ๆแต่ทำไมแรงของหล่อนถึงเยอะได้มากขนาดนี้นะ?


   ข้าโวยวายไปตลอดทางแต่ก็ไม่มีใครสนใจสักนิด เพราะภาพที่คนอื่นเห็นมันคงเหมือนภาพน้องสาวกำลังลากพี่ชายเกเรกลับบ้านมากกว่า พอลากข้ามาจนถึงซอกตึกห่างไกลผู้คน หล่อนก็ปล่อยมือ


   “เจ้าเป็นใคร? ลากข้ามาทำไม” ข้าถามทันทีที่เป็นอิสระ ลูบข้อมือที่เป็นปื้นแดงเบาๆ เด็กหญิงหัวเราะคิกคักก่อนตอบข้าเสียงใส


   “ข้าพิงกี้ เป็นแม่ของเจ้า”


   หล่อนโกหกแน่นอน แม่ข้าไม่มีทางอายุน้อยขนาดนี้หรอก! อีกอย่างหล่อนยังไม่บรรลุนิติภาวะเลย อย่าว่าแต่บรรลุนิติภาวะเถอะ วัยรุ่นก็ยังไม่ด้วยซ้ำ!


   “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เชื่อ” หล่อนยักไหล่ “อันที่จริงเจ้าไม่ได้เป็นลูกข้าจริงๆหรอก ข้าเป็นลิชช์น่ะ”


   ลิชช์? สิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายแบบนี้มาอยู่ในแคว้นวอลเลซได้ยังไง?


   น่าเสียดายที่ตอนนี้ข้าไม่มีดาบติดตัว ไม่งั้นข้าพุ่งเข้าไปฟันนางตั้งแต่ลากข้ามาที่นี่แล้ว


   “ลากข้ามาทำไม” ข้าย้ำคำถามเดิมอีกครั้ง ซึ่งนางก็ยิ้มพร้อมตอบข้าชัดเจน “ข้ามาเตือนเจ้า”


   “เตือน?” ข้าทวนอย่างแปลกใจ ทำไมลิชช์ตนหนึ่งถึงมาเตือนข้าแบบนี้


   “ข้ารู้ว่าตอนนี้เจ้าสนิทกับเกรเซียส...” นางเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ข้าแค่อยากจะบอกว่าเจ้ากับเขาไม่ควรสนิทกัน”

   “ข้าจะสนิทกับใครมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า?” น้ำเสียงของข้าเริ่มแข็งขึ้นมาแล้ว นางเป็นใครถึงมีสิทธิ์มาบอกว่าข้าไม่ควรสนิทกับเกรเซียส

   “จะเกี่ยวไหมถ้าข้าจะบอกว่าในอนาคตเจ้ากับเขาคนใดคนหนึ่งต้องตายด้วยน้ำมืออีกฝ่าย” นางตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนเดิมราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดา แต่นั่นก็ทำให้ข้าตัวแข็งไปในทันที


ถ้าเป็นคนอื่นบอกข้าจะไม่เชื่อเด็ดขาด แต่นี่คือลิชช์ที่ไม่อาจคาดเดาพลังอำนาจได้เลย... 

...
 
“ลอเรน! เจ้าหายไปไหนมาน่ะ ข้าหิวจะตายอยู่แล้วนะ!!” ทันทีที่เกรเซียสเห็นข้าเขาก็ร้องออกมาอย่างไม่พอใจ แต่ว่านะ หน้าบึ้งๆของเจ้ากับตาเป็นประกายตอนมองขนมปังบลูเบอร์รี่ในมือข้ามันขัดๆกันยังไงอยู่นะ


ข้าทำเพียงแค่ยิ้มอ่อนๆพร้อมกับส่งขนมปังในมือให้ “ขอโทษนะ วันนี้ร้